ชื่อบ้านนามเมืองเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาค้นคว้าให้รู้แจ้งเห็นจริง ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนรักถิ่นฐานบ้านเกิด มีความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตนและประเทศชาติไทย
"บ้านงิ้ว" ชื่อบ้านนามเมืองนี้มีปรากฏเป็นหลักฐานในหนังสือ "กำสรวญศรีปราชญ์" ของท่านศรีปราชญ์เป็นวรรณกรรมที่แต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.1991-2031) ครั้งเมื่อท่านถูกเนรเทศให้ออกจากกรุงศรีอยุธยา และไปสิ้นชีวิตที่เมืองนครศรีธรรมราช ในบทกำสรวญที่แต่งตามเส้นทางเดินเรือตามลำน้ำเจ้าพระยาได้บรรยายความถึงคนรักและท้องถิ่นภูมิประเทศที่ผ่านสองฟากฝั่งลำน้ำเจ้าพระยาผ่าน "เกาะใหญ่ราชคราม" และถึงตำบลบ้านงิ้วอันเป็นที่ตั้งของบ้านเมืองเก่ามีชื่อว่า "พญาเมือง" ท่านศรีปราชญ์ได้บันทึกไว้ว่า
"จากมาเรือร้อนทุ่ง พญาเมือง
เมืองเปล่าปลิวใจหาย น่าน้อง
จากมาเยี่ยมมาเปลือง อกเปล่า
อกเปล่าวายฟ้าร้อง รำหารนหา"
ความว่า ล่องเรือมาถึงพญาเมืองแลดูไม่เห็นตัวเมืองใจหายเหมือนจากคนรักมาหัวใจก็หายไปอยู่ที่บ้าน ได้ยินฟ้าร้องก็เหมือนเสียงพี่ร้องเรียกหาคนรักเหลียวมองดูบนฟ้าก็ไม่เห็นเธอตามมา "พญาเมือง" ที่ปรากฏในกำสรวลศรีปราชญ์ก็คือแผ่นดินดอนที่กว้างใหญ่ริมฝุ่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ตั้งแต่วัดสองพี่น้อง วัดร้างบริเวณวัดสองพี่น้อง วัดนางหยาด (ร้าง) วัดป่างิ้ว วัดพญาเมือง(ร้าง) วัดราษฎร์บูรณะ (ร้าง) บริเวณนี้จะเต็มไปด้วยวัดวาอารามเป็นกลุ่มเป็นหมู่คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ ศึกสงครามและกาลเวลาได้ทำลายทุกสิ่ง บ้านเมืองที่รุ่งเรือง โบสถ์วิหารเจดีย์ระดะแชง ผู้คนเรือแพขึ้นล่องค้าขายมากมาย ไฟของสงครามครั้งสุดท้ายปี พ.ศ.2310 ไทยเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า พญาเมืองกลายเป็นหมู่บ้านร้างลืม ผู้คนถูกกวาดต้อนเข้าสู่ศึกสงคราม ความพ่ายแพ้บ้านเมืองถูกเผา ผู้คนล้มตายศพถูกทิ้งเกลื่อนเต็มลำน้ำ ผู้คนถูกพม่าข้าศึกกวาดต้อนไปเป็นทาสใช้แรงงานยังเมืองพระโค พร้อมทรัพย์สมบัติที่ปล้นไปจากกรุงศรีอยุธยา พญาเมืองก็สิ้นกลายเป็นเมืองร้าง วัดวาอารามบ้านเรือนถูกทำลายกลายเป็นซากโบราณสถานไร้ผู้คนอาศัย สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบามสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พ.ศ.2352-2367) ในปี พ.ศ.2358 ชาวมอญถูกพม่ากดขี่ข่มเหงได้รับความลำบากยากเข็ญ จึงพากันอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารทางด่านเจดีย์สามองค์ โปรดให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จขึ้นไปรับครัวมอญ 40,000 คน โปรดให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองนนทบุรีและเมืองสามโคก ในส่วนของเมืองสามโคกทางการได้กำหนดเขตให้อยู่เป็นหมู่เหล่า แต่งตั้งหัวหน้าควบคุมสังกัดมูลนาย ทางการได้จัดจากจัดไม้สำหรับปลูกสร้างบ้านเรือนตลอดจนเสบียงอาหารพระราชทาน ในส่วนพญาเมืองเป็นบ้านเมืองร้างภายหลังศึกสงครามก็เริ่มมีการอพยพผู้คนไปตั้งบ้านเรือนแล้วแต่ไม่มากนัก ยังมีพื้นที่ว่างรกร้างอีกทั้งวัดวาอารามครั้งแผ่นดินสมัยอยุธยาที่ชำรุกทรุดโทรมเป็นอันมาก เช่นวัดร้างบริเวณวัดสองพี่น้องไม่น้อยกว่า 2 วัด จึงให้ชาวมอญจากเมืองเมาะตะมะที่อพยพมาจากหมู่บ้าน "ฮะกราด" ตั้งบ้านเรืองอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็บบ้านมอญหมู่ใหญ่ และได้บูรณะปฏิสังขรณ์และสร้างวัดขึ้นใหม่เป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติธรรมของชาวพุทธให้ชื่อว่า "วัดสองพี่น้อง"
ดังปรากฏหลักฐานโบราณสถาน โบราณวัตถุอยู่มากมาย เช่น ใบเสมาศิลาทรายศิลปะอู่ทอง ชิ้นส่วนพระพุทธรูปจำหลักศิลาทรายแดง ชิ้นส่วนพระพุทธรูปปูนปั้น พระประธานของวัดร้างในเขตพญาเมืองจำหลักด้ายศิลาทรายขนาดใหญ่ "หลวงพ่อเพชร" "หลวงพ่อพลอย" พุทธลักษณะศิลปะสุโขทัยผสมผสานศิลปะอู่ทองที่หลงเหลือเป็นหลักฐานให้พิจารณากันจนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนชาวมอญอีกกลุ่มหนึ่งที่อพยพมาจาก "เมืองเฟี๊ยะเกริ้ก" และ "เมืองอะป้อง" อันเป็นเมืองขึ้นของเมืองเมาะตะมะ ทางการได้ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตพญาเมืองหน้าวักราชบูรณะ (ร้าง) ก็คือหมู่บ้านมอญสวนมะม่วงและหมู่บ้านมอญอำพุชันปัจจุบันนี้ นอกจากนี้ชาวมอญได้สร้างวัดขึ้นใหม่เป็นศูนย์รวมทางพุทธศาสนาในชุมชนคือวัดสวนมะม่วง และวัดอำพวันวราราม ส่วนวัดราชบูรณะอันเป็นวัดร้างหลังหมู่บ้านได้ถูกรื้อทำลาย จนปัจจุบันนี้ไม่เหลือเศษซากโบราณสถานอะไรเลย ส่วนกลุ่มวัดพญาเมือง (ภัง) วัดป่างิ้ว วัดนางหยาด ได้มีผู้คนอพยพเข้ามาอยู่อาศัยไม่มากนัก ในระยะแรกจึงไม่มีกำลังแรงงานพอที่จะบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามที่รกร้าง จึงเป็นเหตุทำให้วัดนางหยาดและวัดพญาเมืองกลายเป็นวัดร้างไป ในสภาพปัจจุบันวัดพญาเมืองไม่คงเหลือร่องรอยหลักฐานอะไรแล้ว เพราะตั้งอยู่ริมน้ำถูกน้ำกัดเซาะพังทลายจนแม่น้ำจนหมดสิ้น ส่วนวัดนางหยาดตั้งอยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดินมีลำคลองเข้าสู่วัดก็ยังคงเหลือเนินโคลงโบสถ์พระประธาน "หลวงพ่อวัดนางหยาด" พระพุทธรูปจำหลักศิลาทรายศิลปะสุโขทัยผสมผสานศิลปะอู่ทองที่งดงาม และพระสาวกภายหลังวัดป่างิ้วได้บูรณะสร้างวิหารใหม่ด้วยศิลาแดง และปูนปั้นประดับด้วยกระเบื้องถ้วยเบญจรงค์ที่งดงามให้ผู้คนที่เคารพศรัทธาได้เคารพกราบไหว้ ได้หวนระลึกถึงอดีตที่รุ่งเรืองของพญาเมือง บ้านครั้งเก่าสมัยอยุธยา ส่วนวัดป่างิ้วนามนี้ไม่แน่ใจว่าจะเป็นชื่อเดิมเมื่อครั้งสมัยแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา เพราะไม่สอดคล้องกับชื่อวัดพญาเมืองและนางหยาดที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ วัดป่างิ้วเป็นวัดที่มีที่ตั้งลึกเข้าไปในแผ่นดินไกลจากแม่น้ำเจ้าพระยามาก มีลำคลองขุดตัดตรงไปสู่ที่ตั้งวัดป่างิ้ว วัดนี้มีผู้คนอพยพเข้ามาอยู่ภายหลังสงครามเสียกรุงและได้บูรณะสืบต่อเนื่องให้เป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาของชุมชนคนบ้านงิ้ว จากหลักฐานที่ปรากฏโบสถ์ที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา รูปแบบสถาปัตยกรรมไทยมีกำแพงแก้วโดยรอบ หน้าบันไดแกะสลักลายกนก หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินแยกกาปู (กาบไผ่) เสามาศิลาทรายแดงศิลปะอยุธยาตอนกลาง ภายในโบสถ์มีภาพวาดจิตรกรรมฝึมือช่างสมัยอยุธยาที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 400 ปี ภาพเทพชุมนุมขนาดใหญ่สองข้างฝาผนัง ปัจจุบันถูกรื้อทำลายสิ้นไปแล้ว
บ้านงิ้วชื่อบ้านนามเมืองคงปรากฏเรียกขานจนกลายเป็นชื่อบ้านนามเมืองในปัจจุบัน ในราวต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีผู้คนทั้งไทยมอญเข้ามาอยู่อาศัยท่ามกลางดงงิ้วและซากโบราณสถานวัดวาอารามที่รกร้างมากมาย จึงกำหนดหมายเอาสัญลักษณ์พืชพันธุ์ธรรมชาติ ต้นงิ้วงามทั้ออกดอกสีแดงสดสว่างไสวกลายมาเป็นชื่อหมู่บ้านนามเมืองนับแต่นั้นมา ปรากฏหลักฐานที่เรียกขานกันใน "นิราศภูเขาทอง" ของท่านสุนทรภู่กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่งเมื่อปี พ.ศ.2371 ในสมัยรัชกาลที่ 3 ความว่า
"ถึงบ้านงิ้วเห็นต้นงิ้วละลิ่วสูง ไม่มีฝูงสัตว์สิงกิ่งพฤกษา
ด้วยหนามดกรกดาษระดะตา นึกก็น่ากลัวหนามขามขามใจ
งิ้วนรกสิบหกองคลีแหลม ดังขวากแซมเสี้ยมแซกแตกไสว
ใครทำชู้คู่ท่านครั้นบรรลัย ก็ต้องไปปีนต้นน่าขนพอง
เราเกิดมาอายุเพียงนี้แล้ว ยังคลาดแคล้วครองตัวไม่มัวหมอง
ทุกวันนี้วิปริตผิดทำนอง เจียนจะต้องปีนบ้างหรืออย่างไร"
|